gallery
whitening1

ฟอกฟันขาวทำอย่างไร

ลักษณะสีของฟันตามธรรมชาตินั้น ฟันน้ำนมจะมีสีค่อนข้างขาว แต่ถ้าเป็นฟันแท้จะมีสีค่อนข้างเหลืองเล็กน้อย ไม่ขาวเท่าฟันน้ำนม ในบางคนอาจมีฟันเหลืองหรือออกเทาจนถึงน้ำตาลเข้ม เนื่องจากการมีคราบฟันซึ่งจะเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ

     •คราบภายในฟันเอง
เป็นคราบที่เกิดภายในชั้นเคลือบฟัน เนื้อฟัน เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติในการสร้างฟัน ซึ่งอาจเป็นผลจากกระบวนการสร้างฟันถูกรบกวน การได้รับยาปฏิชีวนะเตตร้าไซคลินหรือการได้รับสารฟลูออไรด์มากเกินไป ในขณะที่ฟันกำลังสร้างตัว คราบภายในฟันนี้เราไม่สามารถขัดออกได้

     •ส่วนคราบภายนอกฟัน
เป็นคราบที่เกาะอยู่ภายนอกผิวเคลือบฟัน เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุภายนอก เช่น จากการสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดคราบ เช่น น้ำชา กาแฟ อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ และคราบหินปูน คราบที่เกาะติดอยู่ภายนอกนี้สามารถขัดออกได้ด้วยการใช้เครื่องมือสำหรับขัดฟัน

ปัจจุบันได้มีการนำวิธีการฟอกสีฟันให้ขาวมาช่วยแก้ปัญหาของฟันมีชีวิตชีวา ที่เปลี่ยนสีจากความผิดปกติของชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟันได้ ก่อนที่จะใช้ควรให้หมอฟันช่วยวินิจฉัยว่า ควรใช้วิธีการฟอกสีฟันหรือไม่ เนื่องจากฟันที่เปลี่ยนสีของทุกคน ไม่สามารถทำให้ขาวเหมือนกันหมด คือ ฟันที่มีสีเหลืองมักจะฟอกให้ขาวได้ผลดีกว่าการฟอกฟันที่ออกสีน้ำตาล ส่วนฟันที่มีสีเทาอาจจะใช้ฟอกสีขาวได้ยาก และบางครั้งการฟันที่เปลี่ยนสีบางซี่ อาจต้องใช้การแก้ไขด้วยวิธีอื่น ที่เหมาะสมมากกว่า

สารฟอกสีฟันที่นิยมใช้ คือ คาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ 10% จะมีลักษณะเป็นเจลข้นๆ ต้องนำมาใส่ในถาดที่เป็นรูปโค้งที่สวมได้พอดีกับฟันที่จะฟอก สารนี้ขณะใช้งานจะปล่อยออกซิเจนเข้าสู่เคลือบฟันและเนื้อฟัน ทำให้ฟันขาวขึ้นได้ โดยไม่มีผลให้รูปร่างของฟันเปลี่ยนไปจากเดิม สารคาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ขนาดความเข้มข้น 10% พบว่า มีความปลอดภัยต่อเหงือกและฟัน แต่ควรใช้ภายในการดูแลของหมอฟัน

มีการผลิตยาสีฟันไวท์เทนนิ่งมาขายในท้องตลาด ซึ่งมีการระบุข้างกล่องว่า เป็นยาสีฟันที่ช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นได้ โดยแท้จริงแล้ว ยาสีฟันประเภทไวท์เทนนิ่ง มีเพียงส่วนผสมของผงขัดฟันที่มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดคราบฟัน ที่เกิดภายนอกได้บางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถช่วยฟอกสีฟันที่มีความผิดปกติจากภายในเนื้อฟันได้ ดังนั้น เวลาเลือกซื้อยาสีฟัน ต้องพิจารณาดูฉลากด้วยว่า มีส่วนประกอบของฟันสารฟอกสีฟันหรือผงขัดฟัน

                                                              ขอขอบคุณข้อมูลจาก กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย