gallery
dental_implant_pictures-20

ประเภทของรากเทียม

รากเทียมที่ใช้ในการรักษามีสองประเภท การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับทันตแพทย์และลักษณะอาการของผู้รับบริการ รากเทียมแต่ละชนิดอาจมีราคาแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย

1.รากเทียมแบบผิวเรียบ (Machine surface)
เป็นแบบดั้งเดิมยังมีใช้กันอยู่มาก เนื่องจากใช้ได้ผลดี ราคาไม่สูงนัก มีผลการพิสูจน์ ถึงอายุการใช้งานมานานมาก แต่มีข้อเสียคือ ระยะเวลาในการรักษาจะนานมาก และจากการตัดเนื้อเยื่อไปตรวจ พบว่ากระดูกที่มายึดเกาะมีความหนาแน่นน้อยกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็แข็งแรงพอสำหรับการรับน้ำหนักการบดเคี้ยวตามปกติ ในเมืองไทยที่นิยม ได้แก่ Branemark รุ่น Mk I,II,III,IV

2.รากเทียมแบบผิวขรุขระ แบ่งเป็น

- Hydroxyapatite coat (HA) เป็นสารที่สมัยก่อน ใช้นิยมในการปลูกเสริมกระดูก นำมาเคลือบตัวรากเทียม โดยมุ่งหวัง ให้เกิดการสร้างกระดูก นิยมใช้กันเป็นอย่างมากอยู่ระยะหนึ่ง เพราะการเกิด Osseointegration ค่อนข้างเร็ว ต่อมาพบว่า บางครั้งมีการหลุดลอกของชั้น HA ทำให้รากเทียมหลุด เกิดความล้มเหลว ความนิยมจึงเริ่มลดลงแต่เปอร์เซ็นต์ความล้มเหลว ก็ไม่นับว่าสูงมากนัก ผู้ที่ใส่รากเทียมประเภทนี้ จึงไม่ต้องกังวลใจเกินไป

- Titanium Plasma Sprey (TPS) เป็นการใช้ Titanium เหลวอัดด้วยแก๊สพ่นไปที่ตัวรากเทียม เพื่อให้ไปเกาะที่ผิวรากเทียม ทำให้ผิวหยาบ เพิ่มพื้นที่ผิว ปัญหาที่พบ คือ ขั้นตอนการผลิด ถ้าหากควบคุมมาตรฐานไม่ดีพอ อาจมีการปนเปื้อนของแก๊สในตัวรากเทียม ทำให้มีบางตำแหน่งไม่เกิด Osseointegration แต่ก็พบได้น้อยมาก จึงยังเป็นทีนิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน

- Acid Etched Surface เป็นหลักการเพิ่มพื้นที่ผิวให้กับรากเทียม โดยใช้กรดกัดผิวโลหะ แต่ละบริษัทจะมีสูตรเฉพาะของตนเองและเรียกชื่อผิวในลักษณะของการค้า รากเทียมส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีนี้ เพราะเป็นวิธีที่ให้ผลการยึดเกาะระหว่างกระดูกกับรากเทียมได้ดี ทำให้เกิดความแข็งแรงย่นระยะเวลาการรักษาเข้ามา ทำให้ใช้เวลาน้อยลง ปัจจุบันเริ่มมีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก dentistry.kku.ac.th